ประวัติบริษัท

ประวัติบริษัท

บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) เดิมชื่อบริษัท สามารถ อีซี่เปย์ จำกัด ก่อตั้งโดยบริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (”SAMART”) เมื่อปี 2538 ด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์หลักในขณะนั้นเพื่อประกอบธุรกิจเกี่ยวกับอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม ประวัติความเป็นมาที่สำคัญของบริษัทสรุปได้ดังต่อไปนี้

ปี 2540 
  • ได้ รับการแต่งตั้งจากบริษัท ดิจิตอล โฟน จำกัด ให้เป็นผู้จัดจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่แต่เพียงผู้เดียวสำหรับโทรศัพท์ เคลื่อนที่ระบบ Hello 1800
  • ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่  Nokia และ Siemens ในระบบ Hello 1800 


ปี 2541 
  •  ได้รับการแต่งตั้งจาก Sagem Communication ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ Sagem แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย
  •  ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนในการให้บริการซ่อมและเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ ชำรุดของโทรศัพท์ เคลื่อนที่ Nokia Sony Ericsson และ Siemens อย่างเป็นทางการ 


ปี 2544 
  • ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้แทนจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ Samsung และเป็นผู้แทนจำหน่าย เพียงผู้เดียวในประเทศไทยของ Panasonic


ปี 2545 
  •  เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 50 ล้านบาทเป็น 150 ล้านบาท ในเดือนสิงหาคม 2545 เพื่อสนับสนุน และตอบสนองต่อการขยายตัวทางธุรกิจ
  •  ได้รับการแต่งตั้งจาก บมจ. ทศท และ บมจ. กสท ในนามของกิจการร่วมค้า ไทย-โมบาย ให้เป็นผู้บริหารช่องทางการจำหน่าย และการจัดการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 1900 MHz ผู้บริหารการให้บริการลูกค้าสัมพันธ์ และจัดทำระบบจัดเก็บเงินของโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 1900 MHz


ปี 2546 
  •  เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็นบริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด
  •  เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2546 บริษัทได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 150 ล้านบาท เป็น 320 ล้านบาท 
  •  ในเดือนสิงหาคม 2546 บริษัทได้มีการปรับโครงสร้างธุรกิจและโครงสร้างการถือหุ้นเพื่อให้สอดคล้อง กับการดำเนินธุรกิจ Mobile Multimedia แบบครบวงจร 
  •  เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2546 บริษัทได้เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นสามัญจากมูลค่าหุ้นละ 10 บาท เป็นมูลค่าหุ้นละ 1 บาท และเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 110 ล้านบาท เป็น 430 ล้านบาท เพื่อนำหุ้นสามัญที่เพิ่มขึ้นจำนวน 110 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 1 บาท รวมเป็นเงิน 110 ล้านบาท เสนอขายหุ้นกับประชาชนทั่วไป
  •  แปรสภาพเป็นบริษัท มหาชน จำกัด เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2546 และหุ้นสามัญของบริษัทได้เข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่ง ประเทศไทย เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2546


ปี 2547 
  •  ขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศโดยการจัดตั้ง บริษัท ไอ-โมบาย อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  เพื่อลงทุนในกิจการจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ พร้อมให้บริการข้อมูล สาระและความบันเทิงผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่และให้บริการสื่อ Interactive Multimedia ในต่างประเทศ โดยขั้นแรกจัดตั้งบริษัทในประเทศมาเลเซีย และกัมพูชา ในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปี 2547
  •  ร่วมมือกับพันธมิตร ได้แก่ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ในการให้บริการข้อมูลข่าวสารด้านกีฬาผ่านสื่อ Interactive Multimedia เต็มรูปแบบทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยจัดตั้งบริษัท ไอ-สปอร์ต จำกัด 


ปี 2548 
  •  ขยายบริการส่วน BUG 1113 ให้มีความหลากหลาย เพื่อให้บริการเสริมต่างๆ ได้มากขึ้น และพัฒนาระบบและ Application ที่มีความซับซ้อนและมีลักษณะเฉพาะตัวมากขึ้น เพื่อให้เกิดความคล่องตัว และประสิทธิภาพในการพัฒนาและดูแล Application รวมถึงการให้บริการ  BUG 1113


ปี 2549
  •  เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในบริษัท สามารถ มัลติมีเดีย จำกัด (เดิมชื่อบริษัท สามารถ อินโฟ มีเดีย จำกัด) โดยซื้อหุ้นสามัญจากผู้ถือหุ้นเดิม ทำให้สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากเดิมร้อยละ 96.5 เป็นร้อยละ 99.99
  •  ในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 TM International Sdn Bhd. (“TMI”) บริษัทย่อยที่ถือหุ้นเต็มจำนวนโดย Telekom Malaysia Berhad (“TM”) ได้ซื้อหุ้นสามัญของบริษัท สามารถ ไอ-โมบาย จำกัด (มหาชน) คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 24.42  จากบริษัท สามารถ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทำให้บริษัทสามารถขยายฐานการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทสู่ตลาดต่างประเทศที่ TM มีโครงข่าย
  •  ขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศโดยจัดตั้งบริษัทใหม่ในประเทศอินโดนีเซียและฮ่องกง เพื่อรองรับการขยายตัวทางธุรกิจ  


ปี 2550 
  •  จัดตั้งบริษัท เบรนซอร์ซ จำกัด เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาระบบต่างๆ สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ ภายใต้เงื่อนไขการสนับสนุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 8 ปี โดยมีทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท และบริษัทถือหุ้นเต็มจำนวน 
  •  บริษัท ไอ-โมบาย อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้จัดตั้งบริษัทใหม่ชื่อบริษัท ไอ-โมบาย อินเตอร์เทรด จำกัด เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการส่งออกผลิตภัณฑ์ของบริษัท โดยมีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท และบริษัทถือหุ้นเต็มจำนวน


ปี 2551 
  •  เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2551 บริษัทได้เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นสามัญจากมูลค่าหุ้นละ 1 บาท เป็นมูลค่าหุ้นละ 0.10 บาท เพื่อให้เกิดสภาพคล่องในการซื้อขายมากยิ่งขึ้นเนื่องจากราคาหุ้นของ บริษัทอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหุ้นอื่นที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน และเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 14 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 430 ล้านบาท เป็น 444 ล้านบาท เพื่อรองรับการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท เสนอขายแก่กรรมการบริษัท และพนักงานของบริษัทและบริษัทย่อย
  •  เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2551 ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทมีมติอนุมัติให้บริษัทย่อยจัดตั้งบริษัทใน ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และสำนักงานตัวแทนในประเทศอินเดีย ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตามที่ได้รับอนุมัติ
  •  ในเดือนธันวาคม 2551 สายธุรกิจมัลติมีเดียได้ขยายธุรกิจสู่ตลาดโหราศาสตร์แบบครบวงจรโดยสร้างแบ รนด์ HoroWorld เพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับโหราศาสตร์และการพยากรณ์ รวมทั้งให้บริการด้านการเรียนการสอนในศาสตร์ดังกล่าว ให้บริการดูดวงสดแบบตัวต่อตัวที่ร้าน HoroWorld ศูนย์การค้าเอสพลานาด และผ่านเว็บแคมที่เว็บไซต์ www.HoroWorld.com


ปี 2552 
  •  ในเดือนธันวาคม 2552 ขยายสายธุรกิจให้บริการขายต่อบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (MVNO) โดยบริษัทได้ซื้อบริการสำเร็จรูป (เลขหมายและ Airtime) จากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อนำมาให้บริการต่อภายใต้แบรนด์ของบริษัทเอง ซึ่งบริษัทจัดจำหน่ายผ่านช่องทางร้านค้าปลีกของบริษัท ตัวแทนจำหน่าย และจัดตั้งหน่วยงานขายตรง โดยเน้นการดำเนินกิจกรรมทางการตลาดทั้งกิจกรรม Above the line และ Below the line เพื่อนำเสนอบริการให้เข้าถึงกลุ่มผู้ใช้บริการเป้าหมายให้มากที่สุด ในขณะที่ผู้ให้บริการโครงข่ายมีหน้าที่ในการจัดหา SIM Card ให้กับบริษัท บริหารจัดการเครือข่าย และสนับสนุนทางธุรกิจ


ปี 2553 
  •  บันทึกความเข้าใจโครงการทดลองการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G กับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ได้รับการอนุมัติให้ขยายระยะเวลาจนถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2554 ซึ่งภายหลังจากอายุของบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับดังกล่าวหมดลงบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) จะดำเนินการเจรจาเกี่ยวกับรายละเอียดและเงื่อนไขของการให้บริการรวมถึงอายุ ของสัญญาการให้บริการหลักต่อไป ทั้งนี้ เพื่อร่วมกับบริษัท และ MVNO รายอื่นๆ ในการดำเนินการให้บริการ
  •  ในเดือนพฤศจิกายน 2553 บริษัทได้ทำสัญญากับบริษัท Research in motion จัดจำหน่ายและให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ BlackBerry ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการ และค่าบริการเฉลี่ยรายเดือน (ARPU) ของสายธุรกิจขายต่อบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (MVNO)

ปี 2554 
  •  เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2554 บริษัทได้ทำสัญญาโอนสิทธิและหน้าที่ตามบันทึกความเข้าใจโครงการทดลองการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ระหว่างบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และบริษัทฉบับลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2552 และข้อตกลงแนบท้ายบันทึกความเข้าใจโครงการทดลองการให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G ฉบับลงวันที่ 1 ธันวาคม 2553 ให้กับบริษัท ไอ-โมบาย พลัส จำกัด โดยให้มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2554 บริษัท ไอ-โมบาย พลัส จำกัดยินยอมรับโอนสิทธิหน้าที่ภาระหนี้สิน และความรับผิดชอบใดๆ ที่บริษัทมีอยู่กับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ตามบันทึกความเข้าใจฯ ตลอดจนยินยอมผูกพันตามข้อกำหนดของ  บันทึกความเข้าใจฯ แทนบริษัททุกประการ ทั้งนี้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ตกลงยินยอมให้บริษัท โอนสิทธิและหน้าที่ทั้งปวงตามบันทึกความเข้าใจฯ ให้แก่บริษัทย่อย
  • เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ไอ-โมบาย อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัท ไอ-โมบาย อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยมีมติอนุมัติให้บริษัท สามารถ ไอ-โมบาย (ตะวันออกกลาง) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยอีกแห่งหนึ่งจดทะเบียนเลิกกิจการ บริษัทย่อยดังกล่าวจดทะเบียนเลิกกิจการกับ Jebel Ali Free Zone ของประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2554
  • เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2554 ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัทได้มีมติอนุมัติให้ยกเลิกการจัดตั้งสำนักงานตัวแทนในประเทศอินเดียข้างต้นเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการลงทุน
  • เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2554 บริษัทได้เข้าทำสัญญากับ Dialog Axiata Plc. เพื่อร่วมดำเนินการให้บริการระบบโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่างประเทศ (international roaming) แก่ผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่บนเครือข่าย TOT3G ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) โดยมีกำหนดอายุสัญญาให้บริการร่วมเป็นระยะเวลา 3 ปี เริ่มนับอายุสัญญาจากวันที่ระบบสมบูรณ์พร้อมเปิดให้บริการ 


ปี 2555
  • บริษัทได้ปรับเปลี่ยนสายธุรกิจให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น โดยรวมสายธุรกิจต่างประเทศกับสายธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ เนื่องจากมีการลดการทำตลาดโทรศัพท์เคลื่อนที่ในต่างประเทศซึ่งมีการแข่งขันสูง และเพิ่มสายธุรกิจการให้บริการโทรคมนาคม ซึ่งปัจจุบันให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ 3G โดยบริษัทได้ซื้อบริการสำเร็จรูป (เลขหมายและ Airtime) จากบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เพื่อนำมาให้บริการต่อภายใต้แบรนด์ i-mobile 3GX
  • เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2555 ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัท สามารถ มัลติมีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย ได้มีมติให้จัดตั้งบริษัทใหม่ชื่อบริษัท เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ทรี จำกัด เพื่อทำการผลิต จำหน่ายและให้บริการข้อมูลทางด้านบันเทิง สื่อสิ่งพิมพ์ในรูปแบบต่างๆ ผ่านทางโทรทัศน์ โทรศัพท์ ระบบอินเตอร์เน็ต ระบบดาวเทียมและระบบสื่อสารต่างๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ การติดตั้งอุปกรณ์และเครือข่าย รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบวงจรและบริการอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นในอัตราร้อยละ 45 และมีทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท บริษัทย่อยได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ดังกล่าวกับกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2555


ปี 2556 
  • เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2556 ผู้ถือหุ้นของบริษัท สามารถ ไอ-โมบาย (ฮ่องกง) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย มีมติพิเศษอนุมัติให้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น “บริษัท เทเลคอนเนค จำกัด” โดยบริษัทย่อยได้จดทะเบียนการเปลี่ยนชื่อกับ The Companies Registry เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2556
  • เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2556 ที่ประชุมคณะกรรมการของบริษัท ไอ-สปอร์ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยได้มีมติอนุมัติให้จัดตั้งบริษัทย่อยแห่งใหม่ ชื่อ “บริษัท ไอ-สปอร์ต มีเดีย จำกัด” เพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจใหม่เกี่ยวกับการประมูลและให้บริการดิจิตอลทีวีโดยมีทุนจดทะเบียนจำนวน 1 ล้านบาท และบริษัทย่อยถือหุ้นในอัตราร้อยละ 100 บริษัทย่อยได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทดังกล่าวกับกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2556


ปี 2557
  • เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2557 ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท เทค อะ ลุค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยมีมติพิเศษอนุมัติให้บริษัทเลิกกิจการ โดยบริษัทย่อยได้จดทะเบียนเลิกกิจการกับกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2557 และได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีกับกระทรวงพาณิชย์เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2557
  • บริษัท ไอ-สปอร์ต จำกัด  ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้นโดยทางอ้อมผ่านบริษัท สามารถ มัลติมีเดีย จำกัด ร้อยละ 49.99 ได้ทำการเพิ่มทุนจดทะเบียนอีก 80 ล้านบาท จากทุนจดทะเบียนเดิม 40 ล้านบาท เป็นทุนจดทะเบียนใหม่ 120 ล้านบาท โดยเพิ่มทุนตามสัดส่วนกับผู้ถือหุ้นอีกฝ่ายหนึ่ง เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจที่ต่อเนื่องกับกีฬา และคอนเทนท์กีฬาต่างๆ โดยบริษัท ไอ-สปอร์ต จำกัด ได้เข้าซื้อหุ้นสามัญจำนวน 6 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท คิดเป็นร้อยละ 100 ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายแล้วทั้งหมดของบริษัท สยามสปอร์ต เทเลวิชั่น จำกัด จากบริษัท สยามสปอร์ตซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นอีกฝ่ายหนึ่งในบริษัท ไอ-สปอร์ต จำกัด ด้วยราคารวม 60 ล้านบาท การลงทุนครั้งนี้จะทำให้บริษัทเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายฐานรายได้ไปสู่ธุรกิจสื่อทีวี ลิขสิทธิ์กีฬา และธุรกิจที่ต่อเนื่องกับกีฬาต่างๆ รวมทั้งเพิ่มความหลากหลายในการให้บริการครบวงจรมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางรายได้และกำไรในอนาคตของบริษัทโดยรวม

ปี 2558
  • วันที่ 29 กรกฎาคม 2558 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท ไอ-สปอร์ต จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยได้มีมติอนุมัติแผนการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. การแปรสภาพบริษัทเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ตามแผนของบริษัทย่อยที่จะออกและเสนอขายหุ้นต่อประชาชนและนำหุ้นเข้าจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ

2. การเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 120 ล้านบาท (หุ้นสามัญ 12 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท) เป็น 160 ล้านบาท (หุ้นสามัญ 16 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นละ 10 บาท) โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 4 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท เพื่อเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชน จำนวน 3 ล้านหุ้นและเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม คือบริษัทฯและ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) ตามสัดส่วนการถือหุ้น จำนวน 1 ล้านหุ้น นอกจากนี้ บริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) มีความประสงค์จะเสนอขายหุ้นที่ถืออยู่อีกจำนวน 1 ล้านหุ้น ให้แก่ประชาชนทั่วไป

3. การเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นสามัญที่ตราไว้จากเดิมมูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท เป็นมูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้ดังกล่าวจะไม่มีผลกระทบต่อสัดส่วนการเสนอขายหุ้นตามรายละเอียดข้างต้น

  • —เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2558 บริษัทได้ทำสัญญาการขายส่งบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่กับบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เพื่อให้บริการขายต่อบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แก่ผู้ใช้บริการปลายทาง โดยบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) จะเริ่มให้บริการภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญา โดยสัญญามีผลบังคับจนถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2568 ภายใต้เงื่อนไขในสัญญาบริษัทมีภาระผูกพันในการชำระค่าตอบแทนการขายส่งบริการขั้นต่ำตามที่ระบุในสัญญา